บัตรเครดิต หากจะมีคิดดีแล้วรึ?
กลับหน้าหลัก | Featured Story, บัตรเครดิต (Credit Card)
บทความน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะทำ บัตรเครดิต จากมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์
“ไม่ทราบจะจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิตดีคะ?” ทุกครั้งที่ผมได้ยินประโยคนี้ ก่อนที่จะชำระเงินกะอะไรบางอย่างทุกครั้ง ผมมักนิสัยเสียที่ต้องจ้องหน้าคนถามด้วยสายตาที่ ระคนด้วยความสงสัย ที่สงสัยไม่ใช่เพราะตัวเองจะ ไม่มีอำนาจในเชิงอุปาทานตัวสินค้าตามมูลค่าที่ทุก กำหนดของตลาด แต่สงสัยว่าในสมัยที่อาป๋าหรืออาก๊ง ไปซื้อสินค้านานาชนิดที่ร้านอาโก้ ก็ไม่เคยได้ยิน ประโยคนี้จากปากอาโก้ เมียอาโก้และเมียน้อยของ อาโก้ รูปประโยคนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นรับใช้สังคมไทยเมื่อไร ตัวเองก็ตอบไม่ได้ แต่น่าจะอยู่ในยุคร่วมสมัยของตัวกระผม แบบที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว คงมาพร้อมๆกับยุคที่โทรศัพท์มือถือ ยังเป็นสมบัติสงวนของอภิสิทธิ์ชนไม่เหมือนขยะสาธารณะ ดั่งทุกวันนี้
ยังจำได้ดีว่า ช่วงที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาตามลำดับการศึกษา ของมาตราฐานประจำซอยของหมู่บ้าน ความโก้หรูที่บัญฑิต จบใหม่ท่านใดสามารถมีบัตรเครดิตในอาณัติของตนเอง มา โอ้อวดใส่กันก่อนวันซ้อมปริญญา ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า บัตรพลาสติกใบกระจ๋อยร๋อยสามารถทำให้คนตัวเล็กๆที่กำลัง จะมีรอยเท้าทางเดินที่กว้างใหญ่รู้สึกถึงความใหญ่โตทางอำนาจ เพียงแค่มีสถาบันการเงินบางแห่งอนุมัติสินเชื่อฝ่ายบุคคลให้คุณ สามารถนำเงินภาคอนาคตมาต่อยอดเพื่อบริโภคสินค้าล่วงหน้า กว่ามนุษย์เงินเดือนปกติได้ แสดงว่าคนเราให้ความสำคัญแก่ ปัจจุบันมากไปกว่าอนาคต ที่ว่าจะมีความสามารถในการชำระเงิน ส่วนความอยากได้มากน้อยครบถ้วนเพียงใด มองอีกด้านมันก็เท่า กับการนำเงินของส่วนสถาบันการเงินเองที่มีผู้อื่นถือหุ้น จะด้วย เงินฝาก เงินระดมทุน เงินกู้ระหว่างธนาคาร หรือเงินอะไรก็แล้ว แต่ คล้ายเป็นฉันทานุมัติแกมบังคับที่แลกกับผลประโยชน์ตอบแทน ในกระบวนการหมุนเวียนทางการเงินของสถาบัน (เคยมีเจ้าสัวสินค้าอุปโภคท่านหนึ่ง ออกกฎเหล็กห้ามเอาเงินที่สร้างเนื้อสร้าง ตัวของตระกูลนำไปลงทุนเกี่ยวกับสถาบันทางการเงินเพราะเป็น
การเอารัดเอาเปรียบเงินชาวบ้าน-ความเชื่อเจ้าสัวนะ) ยิ่งช่วงหนึ่งผมเองก็คาบเกี่ยวกับช่องเปิดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมให้มีการผ่อนเงินในแต่ละเดือน ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ ที่ลดเกณฑ์รายได้ผู้ถือบัตรลงเหลือ 7,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น (จากเดิม 15,000 บาท) ซึ่งเท่ากับเกณฑ์ของธนาคารซิตี้แบงก์ ถือเป็นช่วงที่มนุษย์เงินเดือนค่าแรงถูก สามารถไขว้คว้าความเป็นอภิสิทธิ์ชั้นสูงโดยลดระดับชั้นสวรรค์ ของก้อนเมฆให้ได้สัมผัสความอ่อนนุ่ม ที่มนุษย์ชั้นอภิสิทธิ์ได้เหยียบย่ำจนคุ้นชิน ผมว่าช่วงนั้นน้อยคนที่จะยับยั้งใจที่จะไม่มีบัตรสวรรคนั้นได้ยาก ทั้งการบีบรัดของสภาพเศรษฐกิจ การกระตุ้นบริโภคของบริษัท ห้างร้านเต็มอัตรา การตั้งบูธสมัครหน้าสำนักงาน การเชิญชวนจากเพื่อนร่วมงานเพื่ออามิสจ้างบางประการ และอีกอื่นๆ แต่สุดท้ายผมเองก็หยุดยั้งกิเลส ตัณหาและราคะโดยรวมอย่างทุละทุเล ด้วยความเชื่อในกลไกเวลาเป็นเครื่องลดสภาพมูลค่าสินค้า ที่สำคัญเชื่อว่าการใช้จ่ายเงินสดสะท้อนความรู้สึกที่จนลง มากเสียยิ่งกว่าการได้รูดปืดๆ สักแต่เซ็นแล้วก็รับ ของไปที่ข้ามผ่านสภาพความสูญเสียที่ต้องแลกอะไรบางอย่าง เหมือนคนที่ไม่เคยทำงานจะไม่รู้สึกในค่าของเงิน (income effects) หลายคนจึงมีบัตรเป็นเสมือนยาเม็ดแคปซูลเพื่อกระตุ้น ต่อมความสุขอันเกิดจากการได้จับจ่ายที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐาน ความสามารถเชิงรายได้ที่แท้จริง (real income base)
การจ่ายเงินสดจึงเป็นการสนทนาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างสถาบันการเงินภายใต้สัญญาที่สามารถเอาผิด ทางกฎหมายได้ การใช้จ่ายจึงเป็นสภาพความสบายใจของผู้ซื้อ ผมมักมีความสุขในยามที่ได้แบกเงินก้อนพร้อมเศษสตางค์และให้เวลากับการชำระหน้า เคาร์เตอร์ให้ได้เห็นสภาพที่พึ่งสังเวช มันคล้ายเราไม่ได้ใส่ใจเฉพาะ สินค้าที่เราจะซื้อแต่รวมถึงมูลค่าแลกเปลี่ยนที่เราใช้จ่ายผ่าน การนับอย่างละเอียดถี่ถ้วน (เคยรู้สึกดีไหมครับ ยามที่เราจ่ายเงินเกิน แล้วคนทอนแจ้งกลับมาว่า “มีเงินเกินคะ” สิ่งนี้หาไม่ได้ถ้าชำระด้วยบัตรเครคิต เพราะบัตรเครดิตวัดความซื่อสัตย์ผ่านการนัดชำระที่ต้องตรงเวลา (ไม่งั้นดอกเบี้ยบานเปรอะ) ยิ่งบัตรเครดิตสูญหายเมื่อใดยิ่งต้องร้อนรนยิ่งกว่า แม้ไม่ต้องรู้รหัสและเซ็นให้ดูใกล้เคียง ด้วยร้านค้าส่วนใหญ่เท่าที่ผมสังเกต แทบไม่ได้ใส่ใจการตรวจสอบ เนืองด้วยประสงค์ต่อยอดขายด้วยกันทั้งสิ้น ผมเองเคยมีประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงว่า นักเขียนซีไรต์ชื่อดัง นักร้องเพลงเร็กเก้รุ่นเก๋า คนเหล่านี้มีความสามารถที่จะมีบัตรครบทุกธนาคาร ได้อย่างที่ไม่มีธนาคารใดกล้าปฏิเสธ แต่เขาเหล่านั้นยังพึงพอใจที่จะจ่ายเงินสด อย่างซื่อๆ (และให้เศษเงินทอนเป็นค่าทิปบริการสู่สวัสดิการนอกร้านอย่างเราๆ) แต่ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธว่า บัตรเครดิตก็มีส่วนที่เพิ่มยอดขายอีกทาง (และมากด้วย) เพื่อให้เข้าใกล้เพดานยอดขายของแต่ละเดือน ที่เบื้องบนขีดเส้นให้สีแดงฉานอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นเดือน แต่บางครั้งที่เครื่องฟ้องว่ายอดเงินไม่อนุมัติ ผมก็มักกระดากปากที่จะเอ่ยปากบอกลูกค้าตรงๆ ถึงแม้ลูกค้าจะเปิดกระเป๋าสตางค์ที่โชว์ช่องบัตรเรียงตั้งอย่างบรรจง ผมก็มักอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลานัดชำระ คนเหล่านี้จะมีสภาพกระจิตกระใจเช่นไรตามประสาคนอย่างผมที่ไม่มีให้ต้องกังวล
เรื่องวัฒนธรรมของการพกบัตรเครดิต ในแต่ละภูมิภาคต่างก็มีวิธีการคิดเห็นที่ต่างกัน อย่างในยุโรปตะวันออก การที่ชำระผ่านบัตรเครดิตถือเป็นเรื่องที่หน้าละอายสะท้อน ถึงการไร้วินัยทางการเงิน จึงมักเป็นทางเลือกฉุกเฉินในกรณีที่ไม่อาจชำระผ่านเงินสดได้ ผิดกับวัฒนธรรมของอเมริกาหรือเกาหลีใต้ ยิ่งแดนโสมโดยเฉลี่ย ต่อคนมีถึง๔ใบ ที่เป็นอย่างนี้เนื่องด้วยรัฐเปิดไฟเขียวด้านบัตรเครดิต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของบุคคล จนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวถึงร้อยละ 6 แต่ก็ได้มาด้วยต้นทุนในระดับบุคคล และครัวเรือนที่สูงมาก เพราะจากปีก่อนถึงปีนี้ ครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 แม้แต่คนใกล้ตัวที่ผมรู้จักหลายคนในฐานะชนชั้นกลางปกคอขาว หลายคนดีหน่อยที่มีจดหมายเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสายทุกสิ้นเดือน หลายคนหนักหน่อยที่ต้องให้ผุ้อื่นปฏิเสธการไร้ตัวตนเนื่องด้วยผิดนัดชำระต่อเนื่อง หลายคนไม่น้อยที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงเพราะปัญหาการเงินส่วนตัว หลายคนต่อชีวิตทางการเงินด้วยการหมุนวนรูดบัตรเครดิต สินค้าที่ซื้อกลับลดมูลค่าลงแต่หนี้สินนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นและไม่สิ้นสุด (หากไม่ประนอมหนี้)
ขอบคุณบทความดีๆจาก Blog chanpanakrit2
Posted เมื่อวันที่ June 29, 2008
Comments
ใส่ความคิดเห็น
กรอกแบบฟอร์มข้างล่างเพื่อทำการ Comment