<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>Thai Credit Cash</title>
	<atom:link href="http://thaicreditcash.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaicreditcash.com</link>
	<description>บัตรเครดิต (credit Card) เงินสด สินเชื่อ เลือกโปรโมชั่น (Promotion) บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด กู้ ยืม เงิน ในประเทศ ไทย ข้อมูล</description>
	<pubDate>Sun, 07 Jun 2009 05:19:52 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ยอดการใช้บัตรเครดิต ณ เดือนตุลาคม พุ่งสูงมากๆ ส่งสัญญาณที่ดี</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/credit-card-thailand/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/credit-card-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Dec 2008 16:02:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Featured Story]]></category>

		<category><![CDATA[Updated News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/credit-card-thailand/</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่อยากทำบัตรเครดิตตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดีเพราะยอดการทำบัตรเครดิตแม้จะยังมีไม่มาก แต่ด้วยพฤติกรรมของคนตอนนี้ใช้มากๆ ทำให้พวกบริษัทบัตรเครดิตต่างๆอาจจะต้องมาอัด Promotion กระตุ้นตลาดนี้แบบสวนกระแสภาวะ ศก. แบบนี้ มีแนวโน้มว่าถ้าหากคนใช้ บัตรเครดิตไม่เบี้ยวจ่ายมากเกินซึ่งส่งผลให้ NPL มีสูง บางทีธุรกิจบัตรเครดิตอาจจะยังเป็นสิ่งที่ยั่วยวนให้ธนาคารลงมาเล่นกันแบบหวือหวาอีกครั้ง คราวนี้บัตรเครดิตก็จะถูกอนุมัติง่ายขึ้นซักที
ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายสถาบันการเงิน ได้ออกประกาศยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของระบบสถาบันการเงิน ล่าสุด ณ เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าระบบสถาบันการเงินมีปริมาณบัตรเครดิตทั้งสิ้น 12,867379 บัตร เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. จำนวน 186,415 บัตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.47 แยกเป็นบัตรของธนาคารพาณิชย์ไทย 4,999,552 บัตร บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 6,502,939 บัตร และสาขาธนาคารต่างชาติ 1,364,888 บัตร โดยมีปริมาณการใช้จ่ายรวม 76,448.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2,078 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.79
ทั้งนี้ แยกเป็นปริมาณการใช้จ่ายในประเทศจำนวน 55,829.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 592.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ใครที่อยากทำ<strong>บัตรเครดิต</strong>ตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดีเพราะยอดการทำ<strong>บัตรเครดิต</strong>แม้จะยังมีไม่มาก แต่ด้วยพฤติกรรมของคนตอนนี้ใช้มากๆ ทำให้พวกบริษัท<strong>บัตรเครดิต</strong>ต่างๆอาจจะต้องมาอัด Promotion กระตุ้นตลาดนี้แบบสวนกระแสภาวะ ศก. แบบนี้ มีแนวโน้มว่าถ้าหากคนใช้ บัตรเครดิตไม่เบี้ยวจ่ายมากเกินซึ่งส่งผลให้ NPL มีสูง บางทีธุรกิจบัตรเครดิตอาจจะยังเป็นสิ่งที่ยั่วยวนให้ธนาคารลงมาเล่นกันแบบหวือหวาอีกครั้ง คราวนี้บัตรเครดิตก็จะถูกอนุมัติง่ายขึ้นซักที<span id="more-60"></span></p>
<p>ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายสถาบันการเงิน ได้ออกประกาศยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของระบบสถาบันการเงิน ล่าสุด ณ เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าระบบสถาบันการเงินมีปริมาณบัตรเครดิตทั้งสิ้น 12,867379 บัตร เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. จำนวน 186,415 บัตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.47 แยกเป็นบัตรของธนาคารพาณิชย์ไทย 4,999,552 บัตร บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 6,502,939 บัตร และสาขาธนาคารต่างชาติ 1,364,888 บัตร โดยมีปริมาณการใช้จ่ายรวม 76,448.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2,078 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.79</p>
<p>ทั้งนี้ แยกเป็นปริมาณการใช้จ่ายในประเทศจำนวน 55,829.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 592.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.07 โดยธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้นมากที่สุด 642.64ล้านบาท จากยอดใช้จ่ายในประเทศ 27,658.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 402.26 ล้านบาท จากยอดการใช้จ่าย 8,386.33 ล้านบาท ขณะที่บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เพิ่มขึ้น 352.44 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดใช้จ่าย 19,784.25 ล้านบาท</p>
<p>ส่วนปริมาณการใช้จ่ายในต่างประเทศมีทั้งสิ้น 3,319.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 384.69 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.10 ซึ่งในเดือนนี้ ปริมาณการใช้จ่ายประเภทนี้มียอดเพิ่มขึ้นทุกประเภทสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 152.02 ล้านบาท นอนแบงก์เพิ่มขึ้น 151.86 ล้านบาท และสาขาธนาคารต่างชาติเพิ่มขึ้น 80.81 ล้านบาท</p>
<p>เช่นเดียวกับการเบิกเงินสดล่วงหน้ามียอดรวมทั้งสิ้น 17,299.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,100.60 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.79 โดยธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น 699.58 ล้านบาท นอนแบงก์เพิ่มขึ้น 350.13 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 12.50 และสาขาธนาคารต่างชาติเพิ่มขึ้น 50.88 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 8.58</p>
<p>ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง มีทั้งสิ้น 182,843.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1,458.88 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.80 โดยธนาคารพาณิชย์ไทยมียอดคงค้างสินเชื่อเพิ่มขึ้น 706.11 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดคงค้าง 63,423.19 ล้านบาท ขณะที่นอนแบงก์มียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 887.79 ล้านบาท จากยอดคงค้างที่มีอยู่ 84,605.29 ล้านบาท ส่วนสาขาธนาคารต่างชาติมียอดสินเชื่อคงค้างลดลง 135.01 ล้านบาท จากยอดที่มีอยู่ 34,814.78 ล้านบาท</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 11,449,160 บัญชี และยอดสินเชื่อคงค้าง 230,374 ล้านบาท ขณะที่เอ็นพีแอล (ยอดหนี้ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป) ซึ่ง ธปท.จะรายงานเป็นรายไตรมาส ยังคงเป็นยอดตัวเลข ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 มีทั้งสิ้น 9,316 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 39 ล้านบาท หรือลดลง ร้อยละ 0.42 โดยนอนแบงก์มียอดหนี้เอ็นพีแอล เพิ่มขึ้นมากสุด 146 ล้านบาท ส่วนธนาคารพาณิชย์ไทย ยอดเอ็นพีแอลดลง 102 ล้านบาท ขณะที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ยอดเอ็นพีแอล ลดลง 83 ล้านบาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/credit-card-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับบัตรเครดิตชนิด Wave (Blue Wave และ K-Wave)</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave-2/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2008 05:04:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave-2/</guid>
		<description><![CDATA[“วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลก เปิดบริการ Pay Wave ในต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบ Pay Wave ของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์ มีร้านรับบัตรแล้วกว่า 32,000 ร้าน โดยร้านค้าที่เหมาะกับบริการนี้คือร้าน หรือบริการที่มีคิว และเร่งรีบ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ระบบขนส่งมวลชน 
บัตรเครดิตแบบ Wave ปลอดภัยหรือไม่?
ผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง โดยมีพนักงานเก็บเงินเตรียมข้อมูลโดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเซ็นสลิป ทำให้เกิดความรวดเร็ว แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรได้ จึงกำหนดวิธีการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดคือห้ามใช้บัตรสำหรับซื้อสินค้าเกิน 1,500 บาทต่อครั้ง หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปการ์ด หรือแถบแม่เหล็กและเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม
เวลาในการรูดเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตชนิดอื่นๆ และการใช้เงินสด

ชำระเงินด้วยเงินสดใช้เวลาเฉลี่ย 15 วินาที ตั้งแต่รับเงิน ตรวจสอบเงิน และทอนเงิน
การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลา 20 วินาที ตั้งแต่รับบัตร รอสลิป เซ็นชื่อ ดูลายเซ็น และคืนบัตร
การใช้บัตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลก เปิดบริการ Pay Wave ในต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบ Pay Wave ของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์ มีร้านรับบัตรแล้วกว่า 32,000 ร้าน โดยร้านค้าที่เหมาะกับบริการนี้คือร้าน หรือบริการที่มีคิว และเร่งรีบ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ระบบขนส่งมวลชน <span id="more-59"></span></p>
<p><strong>บัตรเครดิตแบบ Wave ปลอดภัยหรือไม่?</strong></p>
<p>ผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง โดยมีพนักงานเก็บเงินเตรียมข้อมูลโดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเซ็นสลิป ทำให้เกิดความรวดเร็ว แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรได้ จึงกำหนดวิธีการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดคือห้ามใช้บัตรสำหรับซื้อสินค้าเกิน 1,500 บาทต่อครั้ง หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปการ์ด หรือแถบแม่เหล็กและเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม</p>
<p><strong>เวลาในการรูดเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตชนิดอื่นๆ และการใช้เงินสด</strong></p>
<ul>
<li>ชำระเงินด้วยเงินสดใช้เวลาเฉลี่ย 15 วินาที ตั้งแต่รับเงิน ตรวจสอบเงิน และทอนเงิน</li>
<li>การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลา 20 วินาที ตั้งแต่รับบัตร รอสลิป เซ็นชื่อ ดูลายเซ็น และคืนบัตร</li>
<li>การใช้บัตร Wave to Pay เฉลี่ย 5-10 วินาที</li>
</ul>
<p><strong>บัตรเครดิต Wave ใครแรงกว่า บลูเวฟ (Blue Wave) VS เค-เวฟ (K-Wave)</strong></p>
<p>เปิดตัว กุมภาพันธ์ 2008 พฤษภาคม 2008<br />
สโลแกน เท่ ทันใจในบัตรเดียว ช้อปเร็ว อย่างที่คุณคาดไม่ถึง<br />
จุดแข็ง ใช้ขึ้นบีทีเอส* สิทธิพิเศษส่วนลด<br />
เป้าหมายสิ้นปี<br />
-จำนวนลูกค้า 50,000 ราย 20,000 ราย<br />
-จำนวนร้านรับบัตร 1,500 ร้าน 1,000-2,000 ร้าน<br />
-กลยุทธ์การตลาด เจาะฐานลูกค้าเดิมแบงก์กรุงเทพ ทีวีซี สื่อบนบีทีเอส ให้พนักงานทุกคนเปลี่ยนมาใช้บัตรบลูเวฟ Push&#038;Pull Strategy</p>
<p>*เติมเงินก่อนขึ้นบีทีเอส<br />
บัตรบลูเวฟ เพื่อใช้ขึ้นรถไฟฟ้า มีขั้นตอนต้องเติมเงินก่อนเพื่อสร้างอีกกระเป๋าหนึ่งในชิปการ์ด เมื่อไปแตะบัตรที่ทางเข้าออกบีทีเอส เครื่องจะอ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบีทีเอส ระบบนี้ทำให้เครื่องไม่จำเป็นต้องข้อมูลในชิปทั้งหมดซึ่งจะใช้เวลานาน เพราะตามหลักแล้วการขึ้นรถไฟฟ้าจะต้องอ่านบัตรได้เร็วที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนตัวของผู้โดยสารไม่ติดขัด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave-2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่งน่ารู้เกี่ยวกับบัตรเครดิตชนิด Wave (Blue Wave และ K-Wave)</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2008 05:04:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave/</guid>
		<description><![CDATA[“วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลก เปิดบริการ Pay Wave ในต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบ Pay Wave ของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์ มีร้านรับบัตรแล้วกว่า 32,000 ร้าน โดยร้านค้าที่เหมาะกับบริการนี้คือร้าน หรือบริการที่มีคิว และเร่งรีบ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ระบบขนส่งมวลชน 
บัตรเครดิตแบบ Wave ปลอดภัยหรือไม่?
ผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง โดยมีพนักงานเก็บเงินเตรียมข้อมูลโดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเซ็นสลิป ทำให้เกิดความรวดเร็ว แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรได้ จึงกำหนดวิธีการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดคือห้ามใช้บัตรสำหรับซื้อสินค้าเกิน 1,500 บาทต่อครั้ง หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปการ์ด หรือแถบแม่เหล็กและเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม
เวลาในการรูดเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตชนิดอื่นๆ และการใช้เงินสด

ชำระเงินด้วยเงินสดใช้เวลาเฉลี่ย 15 วินาที ตั้งแต่รับเงิน ตรวจสอบเงิน และทอนเงิน
การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลา 20 วินาที ตั้งแต่รับบัตร รอสลิป เซ็นชื่อ ดูลายเซ็น และคืนบัตร
การใช้บัตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลก เปิดบริการ Pay Wave ในต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบ Pay Wave ของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์ มีร้านรับบัตรแล้วกว่า 32,000 ร้าน โดยร้านค้าที่เหมาะกับบริการนี้คือร้าน หรือบริการที่มีคิว และเร่งรีบ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ระบบขนส่งมวลชน <span id="more-58"></span></p>
<p><strong>บัตรเครดิตแบบ Wave ปลอดภัยหรือไม่?</strong></p>
<p>ผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง โดยมีพนักงานเก็บเงินเตรียมข้อมูลโดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเซ็นสลิป ทำให้เกิดความรวดเร็ว แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรได้ จึงกำหนดวิธีการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดคือห้ามใช้บัตรสำหรับซื้อสินค้าเกิน 1,500 บาทต่อครั้ง หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปการ์ด หรือแถบแม่เหล็กและเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม</p>
<p><strong>เวลาในการรูดเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตชนิดอื่นๆ และการใช้เงินสด</strong></p>
<ul>
<li>ชำระเงินด้วยเงินสดใช้เวลาเฉลี่ย 15 วินาที ตั้งแต่รับเงิน ตรวจสอบเงิน และทอนเงิน</li>
<li>การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลา 20 วินาที ตั้งแต่รับบัตร รอสลิป เซ็นชื่อ ดูลายเซ็น และคืนบัตร</li>
<li>การใช้บัตร Wave to Pay เฉลี่ย 5-10 วินาที</li>
</ul>
<p><strong>บัตรเครดิต Wave ใครแรงกว่า บลูเวฟ (Blue Wave) VS เค-เวฟ (K-Wave)</strong></p>
<p>เปิดตัว กุมภาพันธ์ 2008 พฤษภาคม 2008<br />
สโลแกน เท่ ทันใจในบัตรเดียว ช้อปเร็ว อย่างที่คุณคาดไม่ถึง<br />
จุดแข็ง ใช้ขึ้นบีทีเอส* สิทธิพิเศษส่วนลด<br />
เป้าหมายสิ้นปี<br />
-จำนวนลูกค้า 50,000 ราย 20,000 ราย<br />
-จำนวนร้านรับบัตร 1,500 ร้าน 1,000-2,000 ร้าน<br />
-กลยุทธ์การตลาด เจาะฐานลูกค้าเดิมแบงก์กรุงเทพ ทีวีซี สื่อบนบีทีเอส ให้พนักงานทุกคนเปลี่ยนมาใช้บัตรบลูเวฟ Push&#038;Pull Strategy</p>
<p>*เติมเงินก่อนขึ้นบีทีเอส<br />
บัตรบลูเวฟ เพื่อใช้ขึ้นรถไฟฟ้า มีขั้นตอนต้องเติมเงินก่อนเพื่อสร้างอีกกระเป๋าหนึ่งในชิปการ์ด เมื่อไปแตะบัตรที่ทางเข้าออกบีทีเอส เครื่องจะอ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบีทีเอส ระบบนี้ทำให้เครื่องไม่จำเป็นต้องข้อมูลในชิปทั้งหมดซึ่งจะใช้เวลานาน เพราะตามหลักแล้วการขึ้นรถไฟฟ้าจะต้องอ่านบัตรได้เร็วที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนตัวของผู้โดยสารไม่ติดขัด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-k-wave/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บัตรเครดิต ทำไมต้อง &#8220;Wave&#8221; ภาค 2 (K-Wave)</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-k-wave/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-k-wave/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2008 04:55:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-k-wave/</guid>
		<description><![CDATA[K-Wave: การตลาดบัตรเครดิตที่แตกต่าง
ในฐานะคนมาทีหลัง แต่เคเวฟ สามารถสร้างความแตกต่างให้กับบัตรเครดิต ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่พลิกมุมมองจากแนวนอนเป็นแนวตั้ง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำตลาดบัตรเครดิตที่สร้างจุดดึงดูดให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ระดับหนึ่ง และเป็นทางออกที่ดีให้กับทีมการตลาดในการจุดประกายความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เพราะการจะต้องมานั่งอธิบายอะไรยาวๆ เรื่องเทคนิค คงไม่สนุกสำหรับคนทำตลาด 
“เราดีไซน์บัตรให้เป็นแนวตั้ง นอกจากเพื่อเกิดความแปลกใหม่ของตัวบัตร ยังเป็นไอเดียที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของบัตรเคเวฟ ที่ต้องการเน้นทำตลาดกับกลุ่มคนอินเทรนด์ มีไลฟ์สไตล์การชีวิตที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะรูปแบบการใช้บัตรแค่เวฟ ไม่ต้องเซ็นชื่อในสลิป ดูปราดเปรียวว่องไว การดีไซน์ให้เป็นแนวตั้งก็น่าจะมีลอจิกที่ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน เพราะทำให้บัตรดู Slim ซึ่งสะท้อนถึงความปราดเปรียวรวดเร็วมากกว่าแนวนอน”
อัญชลี จรัสยศวุฒิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการผลิตภัณฑ์และการตลาดบัตรเครดิต บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (เคแบงก์) พูดถึงที่มาของบัตรเคเวฟ
แม้ว่าวีซ่า ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีบัตรเครดิต จะไม่เคยกำหนดไว้เป็นกติกาว่า บัตรเครดิตจะต้องดีไซน์เป็นแนวนอนเท่านั้น แต่สำหรับบัตรเครดิตในเมืองไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีธนาคารผู้ออกบัตรรายได้ดีไซน์บัตรเป็นแนวตั้งมาก่อน งานนี้เลยกลายเป็นการฉุกคิดที่ให้ผลสองต่อ
นั่นคือ ได้ทั้งความแตกต่าง และสะท้อนโพสิชันนิ่งที่ชัดเจนให้กับกลุ่มผู้ใช้งาน
เพียงเท่านี้ไม่พอ เพราะโดยปกติบัตรใหม่จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงจะเริ่มเห็นการใช้งานที่แพร่หลายหรือเป็นที่รู้จัก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทีมการตลาดโดยตรง สำหรับเคเวฟ ถึงแม้ไม่มีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันก็มีจำนวนผู้ถือบัตรแล้วราว 3-4 พันราย ส่วนหนึ่งได้จากการเปิดรับสมาชิกผู้ถือบัตรครั้งแรกในงานมันนี่เอ็กซ์โปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ
เค-เวฟ ใช้ทั้ง Push&#038;Pull Strategy ในการหาลูกค้า ทั้งการขายตรง การโรดโชว์ ออกบูธ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>K-Wave: การตลาดบัตรเครดิตที่แตกต่าง</strong></p>
<p>ในฐานะคนมาทีหลัง แต่เคเวฟ สามารถสร้างความแตกต่างให้กับบัตรเครดิต ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่พลิกมุมมองจากแนวนอนเป็นแนวตั้ง</p>
<p>นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำตลาดบัตรเครดิตที่สร้างจุดดึงดูดให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ระดับหนึ่ง และเป็นทางออกที่ดีให้กับทีมการตลาดในการจุดประกายความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เพราะการจะต้องมานั่งอธิบายอะไรยาวๆ เรื่องเทคนิค คงไม่สนุกสำหรับคนทำตลาด <span id="more-57"></span></p>
<p><img title="K wave www.thaicreditcash.com" alt="K wave www.thaicreditcash.com" src="http://www.silkspan.com/images_new/crd_cc/kbank/card_kbankwave.gif" align="left" />“เราดีไซน์บัตรให้เป็นแนวตั้ง นอกจากเพื่อเกิดความแปลกใหม่ของตัวบัตร ยังเป็นไอเดียที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของบัตรเคเวฟ ที่ต้องการเน้นทำตลาดกับกลุ่มคนอินเทรนด์ มีไลฟ์สไตล์การชีวิตที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะรูปแบบการใช้บัตรแค่เวฟ ไม่ต้องเซ็นชื่อในสลิป ดูปราดเปรียวว่องไว การดีไซน์ให้เป็นแนวตั้งก็น่าจะมีลอจิกที่ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน เพราะทำให้บัตรดู Slim ซึ่งสะท้อนถึงความปราดเปรียวรวดเร็วมากกว่าแนวนอน”</p>
<p>อัญชลี จรัสยศวุฒิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการผลิตภัณฑ์และการตลาดบัตรเครดิต บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (เคแบงก์) พูดถึงที่มาของบัตรเคเวฟ</p>
<p>แม้ว่าวีซ่า ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีบัตรเครดิต จะไม่เคยกำหนดไว้เป็นกติกาว่า บัตรเครดิตจะต้องดีไซน์เป็นแนวนอนเท่านั้น แต่สำหรับบัตรเครดิตในเมืองไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีธนาคารผู้ออกบัตรรายได้ดีไซน์บัตรเป็นแนวตั้งมาก่อน งานนี้เลยกลายเป็นการฉุกคิดที่ให้ผลสองต่อ</p>
<p>นั่นคือ ได้ทั้งความแตกต่าง และสะท้อนโพสิชันนิ่งที่ชัดเจนให้กับกลุ่มผู้ใช้งาน</p>
<p>เพียงเท่านี้ไม่พอ เพราะโดยปกติบัตรใหม่จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงจะเริ่มเห็นการใช้งานที่แพร่หลายหรือเป็นที่รู้จัก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทีมการตลาดโดยตรง สำหรับเคเวฟ ถึงแม้ไม่มีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันก็มีจำนวนผู้ถือบัตรแล้วราว 3-4 พันราย ส่วนหนึ่งได้จากการเปิดรับสมาชิกผู้ถือบัตรครั้งแรกในงานมันนี่เอ็กซ์โปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ</p>
<p>เค-เวฟ ใช้ทั้ง Push&#038;Pull Strategy ในการหาลูกค้า ทั้งการขายตรง การโรดโชว์ ออกบูธ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้ง Above the line ทีวีซี สปอตวิทยุ และ Below the line ทั้งสื่อนอกบ้าน และป้ายในร้านที่รับบัตร</p>
<p>อัญชลี บอกว่า 60-70% ของบัตรเคเวฟ เป็นสมาชิกที่เป็นลูกค้าบัตรเครดิตใหม่</p>
<p>งานนี้ถือเป็นการสร้างฐานลูกค้าใหม่ให้กับบัตรเครดิตของเคแบงก์ในตัว และหากเคเวฟสามารถรักษาสัดส่วนระหว่างลูกค้าใหม่เช่นนี้ไว้ได้จนถึงเป้าหมายยอดผู้ถือบัตรเคเวฟที่ตั้งไว้ 20,000 ใบภายในสิ้นปี 2551 นี้ นั่นก็เท่ากับฐานลูกค้าบัตรเครดิตของเคแบงก์ย่อมจะเติบโตตามกันไป</p>
<p>ปัจจุบันบัตรเครดิตของเคแบงก์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มผู้ถือบัตรที่มีการใช้งาน (Active Card) อยู่ที่ 1,300 บาท แต่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มลูกค้าเคเวฟ จะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่านี้</p>
<p>“เป้าหมายของเคเวฟ คือ เป็นบัตรสำหรับทำธุรกรรมการเงินเล็กๆ ใช้แทนเงินสด แต่ลูกค้าไม่ต้องควักเงินหรือรอเงินทอน ค่าใช้จ่ายไม่ถึงร้อยก็จ่ายได้ กินกาแฟ ฟาสต์ฟู้ด สเต๊ก หรือช้อปปิ้งซูเปอร์ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ จากเดิมที่อาจจะไม่ถึงกับต้องใช้บัตรเครดิต ก็ใช้ได้มากขึ้น ถี่ขึ้น”</p>
<p>ในเมืองไทยบัตรเครดิตแบบคอนแท็กค์เลส อาจจะอยู่ในขั้นที่ใหม่มาก แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี และไต้หวัน ปัจจุบันมีการเวฟกันอย่างแพร่หลาย</p>
<p>“ที่ญี่ปุ่นก็มีใช้ เขาก็ใช้เวลาสร้างตลาดเหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในวงการบัตรเครดิตเขาก้าวหน้ากว่าเรา เวลามีอะไรใหม่ก็ไปได้เร็วและง่ายกว่า ทั้งผู้บริโภคและร้านค้าก็ตอบรับเร็ว”</p>
<p>แต่กับตลาดไทย อัญชลี บอกว่า นอกจากทำตลาดกับผู้ถือบัตร ในอีกด้านหนึ่งธนาคารก็ต้องทำตลาดกับร้านค้ารายย่อยให้หันมาติดตั้งเครื่องรับบัตรมากขึ้น</p>
<p>ปัญหาที่พบก็คือ ร้านค้าส่วนใหญ่ชินกับการรับเงินสดมานาน การติดตั้งเครื่องรับบัตรเครดิตนอกจากทำให้ร้านค้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากค่าพรีเมียมที่หักเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อการยอดการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละครั้ง เงินสดที่จะเข้าร้านจากที่รับทันทีก็ต้องมีระยะเวลารอคอยแม้จะช้ากว่าเดิมไม่เกิน 1 วัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ร้านค้ารายเล็กลังเลได้เช่นกัน</p>
<p>“แผนการตลาดของเรากับกลุ่มลูกค้าจะเน้นพูดถึงฟีเจอร์ของตัวบัตร สนับสนุนให้ใช้บัตรแทนเงินสดอย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าพกเงินสดติดตัว และให้โปรโมชั่นด้วยการให้คะแนนสะสมเพิ่มเป็น 8 เท่าสำหรับจ่ายบัตรด้วยวิธีเวฟถึงสิ้นปีนี้ ส่วนการตลาดกับร้านค้าก็ทำให้เขาเห็นประโยชน์ว่าแม้แต่เงินเล็กน้อยก็สามารถรับบัตรได้ ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจดีขึ้น ประโยชน์ที่เขาจะได้คือการลดความเสี่ยงในการถือเงินสด เสี่ยงถูกปล้น แคชเชียร์ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินขาดตู้”</p>
<p>ร้านค้ารับบัตร VISA pay Wave เคเวฟตั้งเป้าว่าน่าสามารถขยายจุดรับบัตรเคเวฟได้จำนวน 2,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นร้านค้าที่มีวงเงินใช้จ่ายต่อรายการไม่เกิน 1,500 บาท (ถ้าเกินใช้วิธีรูดแบบบัตรเครดิตปกติ) หรือร้านค้าที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วในการชำระเงิน อาทิ ร้าน Fast Food ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ร้านหนังสือ โรงภาพยนตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ต ปัจจุบันที่เปิดรับบัตรเวฟแล้ว เช่น Big C, Villa Market, Cafe Mezzo, Whittard of Chelsea, ร้านหนังสือ Asia Book ร้าน SE-ED โรงภาพยนตร์ SF Cinema city</p>
<p>ที่ไต้หวันบัตรเวฟสามารถใช้ได้แม้กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ แต่สำหรับเมืองไทยเป็นไปได้หรือไม่ที่เคเวฟจะนำไปใช้กับร้านสะดวกซื้อ โดยเฉพาะเซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งมีบัตรคอนแท็กท์เลสของตัวเองหรือ “สมาร์ทเพิร์ส” อยู่ก่อนแล้ว</p>
<p>“กับเซเว่นฯ อยู่ระหว่างคุยกันเรื่องระบบการเก็บเงินว่าจะลิงค์กันได้อย่างไร และคุยคอนเซ็ปต์ในภาคธุรกิจ ถ้าลงตัวบัตรเราใช้เซเว่นฯได้ สมาร์ทเพิร์สของเขาก็สามารถใช้กับร้านค้าที่รับวีซ่าเพย์เวฟได้เช่นกัน”</p>
<p>เมื่อไรที่เราสามารถเวฟบัตรเครดิตได้แม้กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ ถึงตอนนั้นเทคโนโลยีเก่าๆ ของบัตรเครดิต ก็คงจะถูกคลื่นลูกหลังซัดคำว่า “รูดปรื๊ด” ให้กลายเป็นเพียงตำนานของบัตรเครดิตไปในที่สุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-k-wave/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บัตรเครดิต ทำไมต้อง &#8220;Wave&#8221; ภาค 1 (Blue Wave)</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-bbl/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-bbl/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Aug 2008 04:48:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-bbl/</guid>
		<description><![CDATA[บัตรเครดิต “Wave” กำลังมาแรงขณะนี้ เพราะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความฉับไว และความแรงยังมาจากการแข่งขันของ 2 แบงก์ยักษ์ใหญ่ที่รับกระแส Wave to Pay จนงัดกลยุทธ์ทางการตลาดมาแข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง 
Wave to Pay บัตรเครดิตยุคไหม่
นี่คือบัตรเครดิตยุคใหม่ที่เชื่อกันว่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่ เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 6 วินาทีในการจ่ายเงินเท่านั้น เร็วกว่ารูดปรื้ดเท่าตัว ซึ่งตามสถิติแล้วบัตรเครดิตแบบเดิมที่ใช้แถบแม่เหล็กและชิปการ์ดใช้เวลาประมาณ 15-20 วินาที และหากเป็นเงินสดใช้เวลาประมาณ 15 วินาที และ Wave to Pay ยังมีความปลอดภัยสูง ตรงที่เจ้าของบัตรจะถือบัตรจ่อกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง ขณะที่บัตรแบบเดิมจะมอบให้พนักงานไปชำระที่เคาน์เตอร์ ที่บางครั้งจะไกลหูไกลตาเจ้าของบัตร
บัตรเครดิตรุ่นใหม่นี้ โดยตัว Product ถือว่าสามารถสร้าง “ความแตกต่าง” จากสินค้าเดิมได้อย่างชัดเจน และโอกาสของทุกธนาคารผู้ให้บริการต่างมีเท่ากัน เพราะเทคโนโลยีนี้เริ่มมาจาก “วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลกที่พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกธนาคาร หลังสร้างเครือข่าย Wave ผ่านแบรนด์ Pay Wave มานานกว่า 3 ปี
 
Pay Wave บัตรเครดิตเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยี 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บัตรเครดิต “Wave”</strong> กำลังมาแรงขณะนี้ เพราะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความฉับไว และความแรงยังมาจากการแข่งขันของ 2 แบงก์ยักษ์ใหญ่ที่รับกระแส Wave to Pay จนงัดกลยุทธ์ทางการตลาดมาแข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง <span id="more-56"></span></p>
<p><strong><img title="บัตรเครดิต pay wave" alt="บัตรเครดิต pay wave" src="http://www.visa.ca/en/merchant/images/paywave2.gif" align="left" />Wave to Pay</strong> บัตรเครดิตยุคไหม่</p>
<p>นี่คือบัตรเครดิตยุคใหม่ที่เชื่อกันว่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่ เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 6 วินาทีในการจ่ายเงินเท่านั้น เร็วกว่ารูดปรื้ดเท่าตัว ซึ่งตามสถิติแล้วบัตรเครดิตแบบเดิมที่ใช้แถบแม่เหล็กและชิปการ์ดใช้เวลาประมาณ 15-20 วินาที และหากเป็นเงินสดใช้เวลาประมาณ 15 วินาที และ Wave to Pay ยังมีความปลอดภัยสูง ตรงที่เจ้าของบัตรจะถือบัตรจ่อกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง ขณะที่บัตรแบบเดิมจะมอบให้พนักงานไปชำระที่เคาน์เตอร์ ที่บางครั้งจะไกลหูไกลตาเจ้าของบัตร</p>
<p>บัตรเครดิตรุ่นใหม่นี้ โดยตัว Product ถือว่าสามารถสร้าง “ความแตกต่าง” จากสินค้าเดิมได้อย่างชัดเจน และโอกาสของทุกธนาคารผู้ให้บริการต่างมีเท่ากัน เพราะเทคโนโลยีนี้เริ่มมาจาก “วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลกที่พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกธนาคาร หลังสร้างเครือข่าย Wave ผ่านแบรนด์ Pay Wave มานานกว่า 3 ปี</p>
<p> </p>
<p><strong>Pay Wave บัตรเครดิตเจเนอเรชั่นที่ 3</strong> ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยี 3 ตัว ไว้ในบัตรใบเดียว ได้แก่</p>
<ol>
<li>เทคโนโลยีแถบแม่เหล็กเหมือนที่มีในบัตรเครดิตรุ่นแรก จะใช้ ต้องรูดเท่านั้น</li>
<li>เทคโนโลยีของ Chipset ในบัตรรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการใส่ข้อมูลเพิ่มลงไปในชิปที่ทำให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น ต้องรูดและเสียบเมื่อใช้งาน และ</li>
<li>เทคโนโลยีล่าสุด ที่เพิ่มเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังไว้ภายในบัตรเพื่อรับส่งสัญญาณกับเครื่องชำระเงิน ที่ปฏิวัติการรูดและเสียบ ด้วยการโบก (Wave) ที่เครื่องรับสัญญาณแบบไม่ต้องสัมผัสเพียงครั้งเดียว</li>
</ol>
<p><strong>Blue Wave ของธนาคารกรุงเทพ</strong> </p>
<p>First Mover ในเมืองไทยคือแบงก์กรุงเทพ โดยสร้างแบรนด์จากสีประจำของแบงก์คือ “สีน้ำเงิน” มาลงตัวที่คำว่า “บลูเวฟ” เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2008 หลังจากมีประสบการณ์ทำบัตรเดบิต “บีเฟิร์สท์” แบบ Wave to Pay สำหรับขึ้นรถไฟฟ้า จนมียอดลูกค้าถึง 1.5 แสนรายภายใน 1 ปี</p>
<p>“บลูเวฟ” เป็นการย้ำถึง Positioning ของแบงก์บัวหลวง ที่มักเป็นเจ้าแรกในด้านเทคโนโลยีด้านบัตร ตั้งแต่บัตรแถบแม่เหล็ก มาเป็นแบบชิปการ์ด มาจนถึงบลูเวฟ ที่มี Key Success คือสามารถเสนอบริการสร้างคุณค่าให้บัตรสามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย คือใช้เป็นบัตรขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสได้</p>
<p>“โชค ณ ระนอง” ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ บอกว่าเพียง 3 เดือนที่ “บลูเวฟ” เปิดให้บริการ มีลูกค้าแล้วประมาณ 2 หมื่นราย ถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีพอสมควร</p>
<p>จากการวิจัยความต้องการของลูกค้าของแบงก์กรุงเทพ พบว่า เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสมัคร “บลูเวฟ” เพราะเป็น “บัตร 2 in 1” คือเป็นทั้งกระเป๋าเงินสำหรับบัตรเครดิตซื้อสินค้าบริการได้ อีกกระเป๋าหนึ่งเป็นบัตรรถไฟฟ้า โดยพบว่า 70% ของลูกค้าที่ใช้บลูเวฟ เป็นคนรุ่นใหม่ ตอบสนองเทคโนโลยีใหม่ และอีก 30% เห็นความสะดวกในการใช้เป็นบัตรรถไฟฟ้า</p>
<p>เหตุผลการเลือกใช้ “บลูเวฟ” ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทำให้ผู้บริหารบัวหลวงมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดสมาชิกบัตรทั้งหมด 50,000 ราย สำหรับวิธีการหาสมาชิกบัตรนั้น แบงก์กรุงเทพยังคงใช้วิธีเดิมคือการเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าเงินฝากของธนาคารกรุงเทพอยู่แล้ว หลังจากใช้งบซื้อสื่อโฆษณา ทั้งทีวีซี และบิลบอร์ด เพื่อสร้างแบรนด์บลูเวฟ และทำให้ลูกค้าได้เรียนรู้บริการใหม่ โดยบอกรายละเอียดถึงประโยชน์ของบัตร</p>
<p>นี่คือวิธีการหาลูกค้าบัตรของแบงก์กรุงเทพ ซึ่ง “โชค” บอกว่าวิธีการนี้ทำให้ได้สมาชิกบัตรที่มีคุณภาพ</p>
<p>กลยุทธ์สำคัญยังอยู่ที่การเลือกร้านค้ารับบัตร เพราะหากมีบัตรแต่ไม่มีร้านค้ารับบัตร ก็ไม่มีความหมาย ซึ่งแบงก์กรุงเทพได้เลือกร้านค้าโดยวิจัยไลฟ์สไตล์ของลูกค้าว่านิยมใช้บริการอะไรบ้าง</p>
<p>ร้านค้าที่เหมาะกับ <strong>“บลูเวฟ”</strong> คือร้านที่มีลูกค้าหนาแน่นจนต้องเข้าคิว และจ่ายแต่ละครั้งไม่สูงมากนัก อยู่ในหลักไม่ถึง 100 ก็สามารถใช้บัตรได้ เช่น ฟาสต์ฟู้ด โรงหนัง ซึ่งนอกจากลูกค้าได้ความสะดวกแล้ว เจ้าของร้านเองก็พึงพอใจ เพราะทำให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น สรุปยอดซื้อขายในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำ และไม่มีปัญหาเรื่องเงินสูญหาย</p>
<p>สำหรับร้านที่อาจไม่เหมาะกับ Wave to Pay เช่นในห้างหรูที่ลูกค้าไม่ได้เร่งรีบ แต่มาเพื่อพักผ่อนเดินเล่น</p>
<p>ความสะดวกจากการจ่อบัตรและจ่ายนี้ ทำให้ขณะนี้มีจุดรับบัตร “บลูเวฟ” แล้ว 700 แห่ง และสิ้นปีจะมี 1,500 แห่ง</p>
<p>นี่คือผลของกระแส Wave ที่ทำให้แบงก์อื่นพร้อมลงสนามมาแข่งอีกจำนวนมาก แต่แบงก์กรุงเทพเองขณะนี้ยังมีจุดแข็งเหนือกว่าคู่แข่ง คือการได้สัญญาแบบ Exclusive กับรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สมาชิกบลูเวฟจำนวนหนึ่งตัดสินใจสมัครเพื่อให้ได้บัตรแบบ 2 in 1 หรือบลูเวฟที่มีทั้งกระเป๋าบัตรเครดิต กับกระเป๋าบัตรรถไฟฟ้า แม้จะมีความยุ่งยากอยู่บ้างที่ต้องเติมเงินลงกระเป๋ารถไฟฟ้าก่อน แต่โจทย์นี้บลูเวฟได้แก้เกมด้วยการให้ลูกค้าสามารถเติมเงินได้เองที่ตู้เอทีเอ็ม</p>
<p>บลูเวฟทำตลาดได้ประมาณ 3 เดือน ค่ายธนาคารกสิกรไทย หรือเคแบงก์ก็เปิดตัว “เค-เวฟ” Soft Lanch ตามมาติดๆ</p>
<p>อ่านต่อ ภาค 2</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/pay-wave-credit-card-blue-wave-bbl/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เครดิตบูโร ประจานเช็คเด้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย เล็งแก้กฎหมาย 4 ฉบับเอื้อปล่อยเงินกู้</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/npl-debt-bank-of-thailand/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/npl-debt-bank-of-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Aug 2008 07:10:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/npl-debt-bank-of-thailand/</guid>
		<description><![CDATA[นายโอรส เพชรเจริญ ผู้บริหารส่วนฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตามแนวทางแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ซึ่งจะเริ่มในปี 2552 ที่จะถึงนี้ ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องเร่งประสานงานกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงยุติธรรมเพื่อเร่งรัดให้มีการออก และแก้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน 4 ฉบับ เพื่อช่วยให้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมีข้อมูลพร้อมมากขึ้น มีการเพิ่มหลักทรัพย์ที่จะนำไปเป็นหลักประกันในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งทำให้การแก้ไขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และการแก้ไขฐานะของหนี้เสียของสถาบันการเงินเกิดได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ พ.ร.บ.4 ฉบับที่จะแก้ไข ประกอบด้วย พ.ร.บ.ข้อมูลเครดิต คาดว่าจะแก้ไขได้เร็วที่สุด เนื่องจากผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน บริษัทข้อมูลเครดิตกลาง (เครดิต บูโร) มีแนวทางที่จะแก้ไขคือ การเพิ่มข้อมูลผู้ค้ำประกัน ข้อมูลหลักประกัน ข้อมูลการใช้เช็ค และเช็คเด้ง เข้ามาเป็นประวัติเพิ่มเติมของลูกหนี้ในเครดิต บูโรด้วย ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีข้อมูล และความแน่ใจมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้เร็วขึ้นกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้น อาจจะยังจะเพิ่มจำนวนสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการเครดิตเพิ่มขึ้น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจรับซื้อบัญชีลูกหนี้การค้า (แฟคเตอริ่ง) บริษัทประกันชีวิต และประกันภัยให้สามารถเข้าดูข้อมูลของลูกหนี้ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระยะเวลาการคงข้อมูลที่เคยเป็นหนี้เสีย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายโอรส เพชรเจริญ ผู้บริหารส่วนฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตามแนวทางแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ซึ่งจะเริ่มในปี 2552 ที่จะถึงนี้ ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องเร่งประสานงานกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงยุติธรรมเพื่อเร่งรัดให้มีการออก และแก้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน 4 ฉบับ เพื่อช่วยให้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมีข้อมูลพร้อมมากขึ้น มีการเพิ่มหลักทรัพย์ที่จะนำไปเป็นหลักประกันในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งทำให้การแก้ไขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และการแก้ไขฐานะของหนี้เสียของสถาบันการเงินเกิดได้เร็วขึ้น<span id="more-55"></span></p>
<p>ทั้งนี้ พ.ร.บ.4 ฉบับที่จะแก้ไข ประกอบด้วย พ.ร.บ.ข้อมูลเครดิต คาดว่าจะแก้ไขได้เร็วที่สุด เนื่องจากผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน <strong>บริษัทข้อมูลเครดิตกลาง (เครดิต บูโร)</strong> มีแนวทางที่จะแก้ไขคือ การเพิ่มข้อมูลผู้ค้ำประกัน ข้อมูลหลักประกัน ข้อมูลการใช้เช็ค และเช็คเด้ง เข้ามาเป็นประวัติเพิ่มเติมของลูกหนี้ในเครดิต บูโรด้วย ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีข้อมูล และความแน่ใจมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้เร็วขึ้นกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้น อาจจะยังจะเพิ่มจำนวนสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการเครดิตเพิ่มขึ้น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจรับซื้อบัญชีลูกหนี้การค้า (แฟคเตอริ่ง) บริษัทประกันชีวิต และประกันภัยให้สามารถเข้าดูข้อมูลของลูกหนี้ได้ด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระยะเวลาการคงข้อมูลที่เคยเป็นหนี้เสีย หรือแบล็กลิสต์ ในเครดิต บูโรนั้น ในการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้ ยังไม่มีแนวทางในการแก้ไข เพราะคิดว่า ระยะเวลา 3 ปี เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการดูข้อมูลย้อนหลังเพื่อปล่อยสินเชื่อ และเป็นแรงจูงใจที่จะทำให้ ประชาชนสนใจที่จะรักษาเครดิตของตัวเอง </p>
<p>นายโอรสกล่าวต่อว่า สำหรับ พ.ร.บ.ที่ 2 คือ ร่าง พ.ร.บ.หลัก ประกันทางธุรกิจ ซึ่งร่างมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ยังไม่ผ่านสภา โดยล่าสุดทราบว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และส่งกลับมายังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาเพื่อเสนอ ครม.และรัฐสภาต่อไป แต่ ธปท.เห็นว่าต้องเร่งประสานให้ร่าง  พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาใช้โดยเร็ว เพราะจะช่วยขยายประเภทของหลักทรัพย์ที่ลูกหนี้จะนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จากเดิมรับรองเฉพาะสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น </p>
<p>ทั้งนี้ จะเพิ่มประเภทหลักประกัน เช่น สิทธิในเงินฝาก สิทธิในการเช่า สิทธิบัตร ตัวโครงการ หรือกิจการของลูกหนี้ สัญญาสัมปทาน รวมถึง สามารถนำรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่แน่นอนมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ เพราะแม้ ธปท.จะสนับสนุนให้สถาบันการเงินพิจารณาสิ่งเหล่านี้ในการปล่อยสินเชื่อ แต่การปล่อยสินเชื่อส่วนใหญ่ ยังยึดหลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เช่นเดิม ทำให้ลูกหนี้บางรายมีโครงการที่ดีแต่ไม่ได้สินเชื่อ นอกจากนั้น  ตาม  พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ยังช่วยให้การบังคับหลักประกันตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ทำได้เร็วขึ้นจากเดิม เพราะสามารถใช้ พ.ร.บ.นี้บังคับใช้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของศาลตามกฎหมายแพ่งเดิม</p>
<p>ส่วนการแก้ไขกฎหมายฉบับที่ 3 ธปท.จึงมีแนวคิดที่จะประสานงานกับกรมบังคับคดีแก้ไขปัญหาอุปสรรคการบังคับหลักประกันเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความทางแพ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในการบังคับหลักประกันที่เป็นสังหา-ริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยอมรับว่า ยังมีกระบวนการที่ล่าช้า ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี จึงต้องร่นเวลาให้เร็วขึ้น ด้วยการเสนอให้มีการตั้งศูนย์ข้อมูลกลางทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพื่อเป็นตัวกลางในการโฆษณาและขายทอดตลาด นอกจากนั้น ควรแก้ไขกฎหมายให้แยกหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันออกมา เป็นช่องทางด่วนให้สามารถบังคับขายได้เลยโดยไม่ผ่านกระบวนการของศาล และให้เอกชนที่ได้รับอนุญาตเข้ามาช่วยเป็นพนักงานในการขายทอดตลาดได้เพื่อให้การขายรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอกรมบังคับคดีเพียงคนเดียว  </p>
<p>ส่วน พ.ร.บ.ล้มละลายนั้น เป็นอีกกฎหมายสุดท้ายที่ ธปท.จะประสานงานให้มีการแก้ไขโดยประเด็นหลักควรตั้งองค์กรขึ้นมาประนอมหนี้ก่อน เพราะหากสามารถแก้ไขหนี้ได้ จะได้ไม่ต้องฟ้องล้มละลายทุกคดีซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก นอกจากนั้น การพิจารณาว่าลูกหนี้รายนั้นเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ ควรดูที่สภาพคล่องของลูกหนี้ด้วย ไม่ใช่ดูหลักหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว และควรให้เอกชนที่ได้รับอนุญาตเข้ามาดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แทนกรมบังคับคดีเพื่อขายทอดตลาดได้ ที่สำคัญที่สุดควรจะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยที่เป็นบุคคล และมีหนี้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขอฟื้นฟูกิจการได้ด้วย เพราะในปัจจุบันกฎหมายระบุให้ลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลที่มีมูลหนี้มากกว่า 10 ล้านบาทเท่านั้นที่ขอฟื้นฟูกิจการได้เท่านั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/npl-debt-bank-of-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้บัตรเครดิต อย่างถูกวิธี</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Jul 2008 14:30:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96%/</guid>
		<description><![CDATA[ในการดำรงชีวิตปัจจุบันบัตรเครดิตถือว่ามีความจำเป็นในด้านการเงิน เพราะให้ความสะดวกในการพกพา เราไม่ต้องมีเงินสดติดตัวมาก ๆ มีบัตรเครดิตเพียงใบเดียวก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก ยิ่งกว่านั้นเวลาไปต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเงินเพราะนอกจากจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการแลกเปลี่ยนเงินแล้ว หากกลับมาถึงบ้านเงินทีแลกไปใช้ไม่หมดก็ต้องมาแลกกลับเป็นเงินบาทก็เสียค่าคอมมิชชั่นอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันนี้คุณสามารถเซ็นบัตรเครดิตได้ไม่เกินวงเงินที่ผู้ออกบัตรกำหนดให้ อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรเครดิต มีข้อพึงระวังดังต่อไปนี้

บัตรเครดิตควรใช้เฉพาะยามจำเป็น เพราะถ้าเราไปเบิกเงินหรือเซ็นซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ มาก ๆ ก็หมายความว่าเราเป็นหนี้มากซึ่งเมื่อครบเดือนก็จะต้องจ่ายคืนมาก ถ้าไม่จ่ายคืนให้หมดก็จะถูกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 18.5% ต่อปี บัตรเครดิตบางชนิดที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (คือ บัตรเครดิตของ Non Bank) ก็อาจมีการหมกเม็ดเก็บค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยรวมกันปีหนึ่งสูงถึง 54% ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตก็เพื่อความสะดวกในการซื้อ แต่ไม่ใช่เป็นบัตรที่จะสร้างหนี้ให้เราจำนวนมาก ๆ
ผมมีบัตรเครดิตจากแบงก์กรุงเทพแล้วผมเปิดบัญชีสะสมไว้ พอสิ้นเดือนก็ให้เขาตัดเงินจากบัญชีไปเลย ทำให้แต่ละเดือนแม้ผมจะเซ็นต์การ์ดไปบ้างก็ไม่เคยต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงมีความสะดวกและประหยัด ผมไม่ชอบจ่ายดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้ใคร
คนเราควรมีบัตรเครดิตเพียงใบเดียว ถ้าจำเป็นมาก ๆ ก็มีไม่เกิน 2 ใบ การมีบัตรหลายใบทำให้ใช้เงินเติบ เปลืองค่าใช้จ่ายและเป็นหนี้มาก ไม่ควรเซ็นต์บัตรใบหนึ่งเพื่อไปจ่ายหนี้บัตรอีกใบหนึ่ง
ควรเลือกบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารเพราะเราเสียดอกเบี้ยถูกกว่า บัตรที่ออกโดย Non Bank อาจคิดดอกเบี้ยแพงมากถึง 50% ต่อปี
หากลูก ๆ ของคุณจะขอบัตรเสริมก็ให้เฉพาะคนที่โตมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และจำกัดวงเงินไว้ เช่น 50,000 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในการดำรงชีวิตปัจจุบันบัตรเครดิตถือว่ามีความจำเป็นในด้านการเงิน เพราะให้ความสะดวกในการพกพา เราไม่ต้องมีเงินสดติดตัวมาก ๆ มีบัตรเครดิตเพียงใบเดียวก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก ยิ่งกว่านั้นเวลาไปต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเงินเพราะนอกจากจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการแลกเปลี่ยนเงินแล้ว หากกลับมาถึงบ้านเงินทีแลกไปใช้ไม่หมดก็ต้องมาแลกกลับเป็นเงินบาทก็เสียค่าคอมมิชชั่นอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันนี้คุณสามารถเซ็นบัตรเครดิตได้ไม่เกินวงเงินที่ผู้ออกบัตรกำหนดให้ อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรเครดิต มีข้อพึงระวังดังต่อไปนี้<span id="more-54"></span></p>
<ol>
<li>บัตรเครดิตควรใช้เฉพาะยามจำเป็น เพราะถ้าเราไปเบิกเงินหรือเซ็นซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ มาก ๆ ก็หมายความว่าเราเป็นหนี้มากซึ่งเมื่อครบเดือนก็จะต้องจ่ายคืนมาก ถ้าไม่จ่ายคืนให้หมดก็จะถูกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 18.5% ต่อปี บัตรเครดิตบางชนิดที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (คือ บัตรเครดิตของ Non Bank) ก็อาจมีการหมกเม็ดเก็บค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยรวมกันปีหนึ่งสูงถึง 54% ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตก็เพื่อความสะดวกในการซื้อ แต่ไม่ใช่เป็นบัตรที่จะสร้างหนี้ให้เราจำนวนมาก ๆ</li>
<li>ผมมีบัตรเครดิตจากแบงก์กรุงเทพแล้วผมเปิดบัญชีสะสมไว้ พอสิ้นเดือนก็ให้เขาตัดเงินจากบัญชีไปเลย ทำให้แต่ละเดือนแม้ผมจะเซ็นต์การ์ดไปบ้างก็ไม่เคยต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงมีความสะดวกและประหยัด ผมไม่ชอบจ่ายดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้ใคร</li>
<li>คนเราควรมีบัตรเครดิตเพียงใบเดียว ถ้าจำเป็นมาก ๆ ก็มีไม่เกิน 2 ใบ การมีบัตรหลายใบทำให้ใช้เงินเติบ เปลืองค่าใช้จ่ายและเป็นหนี้มาก ไม่ควรเซ็นต์บัตรใบหนึ่งเพื่อไปจ่ายหนี้บัตรอีกใบหนึ่ง</li>
<li>ควรเลือกบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารเพราะเราเสียดอกเบี้ยถูกกว่า บัตรที่ออกโดย Non Bank อาจคิดดอกเบี้ยแพงมากถึง 50% ต่อปี</li>
<li>หากลูก ๆ ของคุณจะขอบัตรเสริมก็ให้เฉพาะคนที่โตมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และจำกัดวงเงินไว้ เช่น 50,000 บาท อย่าให้มาก เมื่อลูกจบการศึกษาและทำงานมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว ก็ควรยกเลิกบัตรเสริมนั้น โดยให้ลูกไปขอบัตรเครดิตของตนเอง ดังนี้ จะช่วยสอนให้ลูกมีวินัยทางการเงิน รู้จักคุณค่าและวิธีประหยัดรายจ่าย</li>
<li>คุณต้องระลึกว่าหากเป็นหนี้บัตรเครดิตมากและไม่จ่ายตามกำหนด นอกจากจะถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยแพงแล้ว ชื่ออาจเข้าอยู่ในบัญชีดำของศูนย์ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) ซึ่งทำให้คุณขอสินเชื่อหรือกู้ยืมเงินสำหรับกิจการอื่น ๆ ยาก เช่น ขอกู้เงินซื้อบ้านหรือจัดหาทุนมาไปใช้ในการทำธุรกิจ การเงินของคุณจะติดขัดไปทั้งระบบ</li>
<li>พ่อแม่ต้องสอนลูกให้ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และมัธยัสถ์ รู้จักว่าอะไรควรจ่ายอะไรไม่ควรจ่าย สำหรับลูกที่ทำงานมีรายได้ของตัวเองแล้ว จำเป็นจะต้องมีเงินออมเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และในยามตกยาก คนเราไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงควรระมัดระวังในเรื่องการเงิน</li>
</ol>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเป็นประจำ ต้องเก่งภาษาอังกฤษ สมัยนี้โลกเราพัฒนาไปเร็วมาก ในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่นับแสนคน ดังนั้น คนรุ่นหลังจะเข้ามาแข่งขันทำให้คนรุ่นก่อนหาเงินยากยิ่งขึ้น ถ้าไม่หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมแล้วสู้เด็กรุ่นหลังไม่ได้ การสอนให้ลูกทำงานตั้งแต่เล็ก ๆ เป็นการเสริมความรู้ สร้างวินัย ทำให้ลูกตระหนักต่อหน้าที่ ลูกควรช่วยงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนก็ได้ และเมื่อโตแล้วจึงให้ทำงานที่ใช้ฝีมือมากขึ้น รวมทั้งส่งไปฝึกงานกับผู้อื่นเพื่อให้รู้ว่าการเป็นลูกจ้างลำบากไหม โลกที่แท้จริงเป็นอย่างไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สถานการณ์ของการบัตรเครดิตปัจจุบัน ครึ่งปีแรก 2551</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/credit-card-business-status-2551/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/credit-card-business-status-2551/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jul 2008 03:01:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/credit-card-business-status-2551/</guid>
		<description><![CDATA[นายนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจบัตรเครดิตปัจจุบันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผู้ประกอบการควรที่จะอยู่นิ่งๆดีกว่า หรืออยู่เฉยๆ จะดีที่สุด ไม่สมควรบุกหรือลุยนัก และไม่ควรกระตุ้นให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายมากนักด้วย เพราะหากมีการใช้จ่ายมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดหนี้เสียได้ แต่การสร้างฐานลูกค้านั้นยังต้องดำเนินการอยู่เหมือนเดิม เพราะเมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจก็จะหันมาใช้จ่ายเอง
สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตในขณะนี้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยใช้จ่ายผ่านบัตรเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 4,800-4,900 บาทต่อเดือน ซึ่งเติบโตขึ้นมาเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะมีการชำระเต็มจำนวนมากขึ้น เพราะไม่อยากเป็นหนี้ นอกจากนี้ ยอดกดเงินสดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รายได้จากการผ่อนชำระลดลง แต่รายได้จากร้านค้ายังดีอยู่ ทำให้รายได้โดยรวมไม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ไม่ได้เพิ่มมากนัก โดยเพิ่มจาก 3.1% จากสิ้นปี 50 มาเป็น 3.2% ในปัจจุบัน และไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้มีการลดการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตเหลือ 5% ของค่าใช้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจบัตรเครดิตปัจจุบันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผู้ประกอบการควรที่จะอยู่นิ่งๆดีกว่า หรืออยู่เฉยๆ จะดีที่สุด ไม่สมควรบุกหรือลุยนัก และไม่ควรกระตุ้นให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายมากนักด้วย เพราะหากมีการใช้จ่ายมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดหนี้เสียได้ แต่การสร้างฐานลูกค้านั้นยังต้องดำเนินการอยู่เหมือนเดิม เพราะเมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจก็จะหันมาใช้จ่ายเอง<span id="more-53"></span></p>
<p>สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตในขณะนี้มีการประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยใช้จ่ายผ่านบัตรเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 4,800-4,900 บาทต่อเดือน ซึ่งเติบโตขึ้นมาเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะมีการชำระเต็มจำนวนมากขึ้น เพราะไม่อยากเป็นหนี้ นอกจากนี้ ยอดกดเงินสดก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รายได้จากการผ่อนชำระลดลง แต่รายได้จากร้านค้ายังดีอยู่ ทำให้รายได้โดยรวมไม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ไม่ได้เพิ่มมากนัก โดยเพิ่มจาก 3.1% จากสิ้นปี 50 มาเป็น 3.2% ในปัจจุบัน และไม่เห็นด้วยที่จะเสนอให้มีการลดการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตเหลือ 5% ของค่าใช้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/credit-card-business-status-2551/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บัตรเครดิต หากจะมีคิดดีแล้วรึ?</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/credit-card-experience-1/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/credit-card-experience-1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Jun 2008 20:15:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Featured Story]]></category>

		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/credit-card-experience-1/</guid>
		<description><![CDATA[
บทความน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะทำ บัตรเครดิต จากมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์
&#8220;ไม่ทราบจะจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิตดีคะ?&#8221; ทุกครั้งที่ผมได้ยินประโยคนี้ ก่อนที่จะชำระเงินกะอะไรบางอย่างทุกครั้ง ผมมักนิสัยเสียที่ต้องจ้องหน้าคนถามด้วยสายตาที่ ระคนด้วยความสงสัย ที่สงสัยไม่ใช่เพราะตัวเองจะ ไม่มีอำนาจในเชิงอุปาทานตัวสินค้าตามมูลค่าที่ทุก กำหนดของตลาด แต่สงสัยว่าในสมัยที่อาป๋าหรืออาก๊ง ไปซื้อสินค้านานาชนิดที่ร้านอาโก้ ก็ไม่เคยได้ยิน ประโยคนี้จากปากอาโก้ เมียอาโก้และเมียน้อยของ อาโก้ รูปประโยคนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นรับใช้สังคมไทยเมื่อไร ตัวเองก็ตอบไม่ได้ แต่น่าจะอยู่ในยุคร่วมสมัยของตัวกระผม แบบที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว คงมาพร้อมๆกับยุคที่โทรศัพท์มือถือ ยังเป็นสมบัติสงวนของอภิสิทธิ์ชนไม่เหมือนขยะสาธารณะ ดั่งทุกวันนี้
ยังจำได้ดีว่า ช่วงที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาตามลำดับการศึกษา ของมาตราฐานประจำซอยของหมู่บ้าน ความโก้หรูที่บัญฑิต จบใหม่ท่านใดสามารถมีบัตรเครดิตในอาณัติของตนเอง มา โอ้อวดใส่กันก่อนวันซ้อมปริญญา ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า บัตรพลาสติกใบกระจ๋อยร๋อยสามารถทำให้คนตัวเล็กๆที่กำลัง จะมีรอยเท้าทางเดินที่กว้างใหญ่รู้สึกถึงความใหญ่โตทางอำนาจ เพียงแค่มีสถาบันการเงินบางแห่งอนุมัติสินเชื่อฝ่ายบุคคลให้คุณ สามารถนำเงินภาคอนาคตมาต่อยอดเพื่อบริโภคสินค้าล่วงหน้า กว่ามนุษย์เงินเดือนปกติได้ แสดงว่าคนเราให้ความสำคัญแก่ ปัจจุบันมากไปกว่าอนาคต ที่ว่าจะมีความสามารถในการชำระเงิน ส่วนความอยากได้มากน้อยครบถ้วนเพียงใด มองอีกด้านมันก็เท่า กับการนำเงินของส่วนสถาบันการเงินเองที่มีผู้อื่นถือหุ้น จะด้วย เงินฝาก เงินระดมทุน เงินกู้ระหว่างธนาคาร หรือเงินอะไรก็แล้ว แต่ คล้ายเป็นฉันทานุมัติแกมบังคับที่แลกกับผลประโยชน์ตอบแทน ในกระบวนการหมุนเวียนทางการเงินของสถาบัน (เคยมีเจ้าสัวสินค้าอุปโภคท่านหนึ่ง ออกกฎเหล็กห้ามเอาเงินที่สร้างเนื้อสร้าง ตัวของตระกูลนำไปลงทุนเกี่ยวกับสถาบันทางการเงินเพราะเป็น
การเอารัดเอาเปรียบเงินชาวบ้าน-ความเชื่อเจ้าสัวนะ) ยิ่งช่วงหนึ่งผมเองก็คาบเกี่ยวกับช่องเปิดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมให้มีการผ่อนเงินในแต่ละเดือน ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-63" title="20090202154840" src="http://tcc.buzzkie.com/wp-content/uploads/2008/06/20090202154840.jpg" alt="20090202154840" width="150" height="200" /></p>
<p>บทความน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะทำ <strong>บัตรเครดิต</strong> จากมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์</p>
<p>&#8220;ไม่ทราบจะจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิตดีคะ?&#8221; ทุกครั้งที่ผมได้ยินประโยคนี้ ก่อนที่จะชำระเงินกะอะไรบางอย่างทุกครั้ง ผมมักนิสัยเสียที่ต้องจ้องหน้าคนถามด้วยสายตาที่ ระคนด้วยความสงสัย ที่สงสัยไม่ใช่เพราะตัวเองจะ ไม่มีอำนาจในเชิงอุปาทานตัวสินค้าตามมูลค่าที่ทุก กำหนดของตลาด แต่สงสัยว่าในสมัยที่อาป๋าหรืออาก๊ง ไปซื้อสินค้านานาชนิดที่ร้านอาโก้ ก็ไม่เคยได้ยิน ประโยคนี้จากปากอาโก้ เมียอาโก้และเมียน้อยของ อาโก้ รูปประโยคนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นรับใช้สังคมไทยเมื่อไร ตัวเองก็ตอบไม่ได้ แต่น่าจะอยู่ในยุคร่วมสมัยของตัวกระผม แบบที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว คงมาพร้อมๆกับยุคที่โทรศัพท์มือถือ ยังเป็นสมบัติสงวนของอภิสิทธิ์ชนไม่เหมือนขยะสาธารณะ ดั่งทุกวันนี้<span id="more-52"></span></p>
<p>ยังจำได้ดีว่า ช่วงที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาตามลำดับการศึกษา ของมาตราฐานประจำซอยของหมู่บ้าน ความโก้หรูที่บัญฑิต จบใหม่ท่านใดสามารถมีบัตรเครดิตในอาณัติของตนเอง มา โอ้อวดใส่กันก่อนวันซ้อมปริญญา ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า บัตรพลาสติกใบกระจ๋อยร๋อยสามารถทำให้คนตัวเล็กๆที่กำลัง จะมีรอยเท้าทางเดินที่กว้างใหญ่รู้สึกถึงความใหญ่โตทางอำนาจ เพียงแค่มีสถาบันการเงินบางแห่งอนุมัติสินเชื่อฝ่ายบุคคลให้คุณ สามารถนำเงินภาคอนาคตมาต่อยอดเพื่อบริโภคสินค้าล่วงหน้า กว่ามนุษย์เงินเดือนปกติได้ แสดงว่าคนเราให้ความสำคัญแก่ ปัจจุบันมากไปกว่าอนาคต ที่ว่าจะมีความสามารถในการชำระเงิน ส่วนความอยากได้มากน้อยครบถ้วนเพียงใด มองอีกด้านมันก็เท่า กับการนำเงินของส่วนสถาบันการเงินเองที่มีผู้อื่นถือหุ้น จะด้วย เงินฝาก เงินระดมทุน เงินกู้ระหว่างธนาคาร หรือเงินอะไรก็แล้ว แต่ คล้ายเป็นฉันทานุมัติแกมบังคับที่แลกกับผลประโยชน์ตอบแทน ในกระบวนการหมุนเวียนทางการเงินของสถาบัน (เคยมีเจ้าสัวสินค้าอุปโภคท่านหนึ่ง ออกกฎเหล็กห้ามเอาเงินที่สร้างเนื้อสร้าง ตัวของตระกูลนำไปลงทุนเกี่ยวกับสถาบันทางการเงินเพราะเป็น<br />
การเอารัดเอาเปรียบเงินชาวบ้าน-ความเชื่อเจ้าสัวนะ) ยิ่งช่วงหนึ่งผมเองก็คาบเกี่ยวกับช่องเปิดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมให้มีการผ่อนเงินในแต่ละเดือน ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ ที่ลดเกณฑ์รายได้ผู้ถือบัตรลงเหลือ 7,500 บาทต่อเดือนเท่านั้น (จากเดิม 15,000 บาท) ซึ่งเท่ากับเกณฑ์ของธนาคารซิตี้แบงก์ ถือเป็นช่วงที่มนุษย์เงินเดือนค่าแรงถูก สามารถไขว้คว้าความเป็นอภิสิทธิ์ชั้นสูงโดยลดระดับชั้นสวรรค์ ของก้อนเมฆให้ได้สัมผัสความอ่อนนุ่ม ที่มนุษย์ชั้นอภิสิทธิ์ได้เหยียบย่ำจนคุ้นชิน ผมว่าช่วงนั้นน้อยคนที่จะยับยั้งใจที่จะไม่มีบัตรสวรรคนั้นได้ยาก ทั้งการบีบรัดของสภาพเศรษฐกิจ การกระตุ้นบริโภคของบริษัท ห้างร้านเต็มอัตรา การตั้งบูธสมัครหน้าสำนักงาน การเชิญชวนจากเพื่อนร่วมงานเพื่ออามิสจ้างบางประการ และอีกอื่นๆ แต่สุดท้ายผมเองก็หยุดยั้งกิเลส ตัณหาและราคะโดยรวมอย่างทุละทุเล ด้วยความเชื่อในกลไกเวลาเป็นเครื่องลดสภาพมูลค่าสินค้า ที่สำคัญเชื่อว่าการใช้จ่ายเงินสดสะท้อนความรู้สึกที่จนลง มากเสียยิ่งกว่าการได้รูดปืดๆ สักแต่เซ็นแล้วก็รับ ของไปที่ข้ามผ่านสภาพความสูญเสียที่ต้องแลกอะไรบางอย่าง เหมือนคนที่ไม่เคยทำงานจะไม่รู้สึกในค่าของเงิน  (income effects) หลายคนจึงมีบัตรเป็นเสมือนยาเม็ดแคปซูลเพื่อกระตุ้น ต่อมความสุขอันเกิดจากการได้จับจ่ายที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐาน ความสามารถเชิงรายได้ที่แท้จริง (real income base)</p>
<p>การจ่ายเงินสดจึงเป็นการสนทนาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างสถาบันการเงินภายใต้สัญญาที่สามารถเอาผิด ทางกฎหมายได้ การใช้จ่ายจึงเป็นสภาพความสบายใจของผู้ซื้อ ผมมักมีความสุขในยามที่ได้แบกเงินก้อนพร้อมเศษสตางค์และให้เวลากับการชำระหน้า เคาร์เตอร์ให้ได้เห็นสภาพที่พึ่งสังเวช มันคล้ายเราไม่ได้ใส่ใจเฉพาะ สินค้าที่เราจะซื้อแต่รวมถึงมูลค่าแลกเปลี่ยนที่เราใช้จ่ายผ่าน การนับอย่างละเอียดถี่ถ้วน (เคยรู้สึกดีไหมครับ ยามที่เราจ่ายเงินเกิน แล้วคนทอนแจ้งกลับมาว่า &#8220;มีเงินเกินคะ&#8221;  สิ่งนี้หาไม่ได้ถ้าชำระด้วยบัตรเครคิต เพราะบัตรเครดิตวัดความซื่อสัตย์ผ่านการนัดชำระที่ต้องตรงเวลา  (ไม่งั้นดอกเบี้ยบานเปรอะ) ยิ่งบัตรเครดิตสูญหายเมื่อใดยิ่งต้องร้อนรนยิ่งกว่า แม้ไม่ต้องรู้รหัสและเซ็นให้ดูใกล้เคียง ด้วยร้านค้าส่วนใหญ่เท่าที่ผมสังเกต แทบไม่ได้ใส่ใจการตรวจสอบ เนืองด้วยประสงค์ต่อยอดขายด้วยกันทั้งสิ้น ผมเองเคยมีประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงว่า นักเขียนซีไรต์ชื่อดัง นักร้องเพลงเร็กเก้รุ่นเก๋า คนเหล่านี้มีความสามารถที่จะมีบัตรครบทุกธนาคาร ได้อย่างที่ไม่มีธนาคารใดกล้าปฏิเสธ แต่เขาเหล่านั้นยังพึงพอใจที่จะจ่ายเงินสด อย่างซื่อๆ (และให้เศษเงินทอนเป็นค่าทิปบริการสู่สวัสดิการนอกร้านอย่างเราๆ) แต่ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธว่า บัตรเครดิตก็มีส่วนที่เพิ่มยอดขายอีกทาง (และมากด้วย) เพื่อให้เข้าใกล้เพดานยอดขายของแต่ละเดือน ที่เบื้องบนขีดเส้นให้สีแดงฉานอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นเดือน แต่บางครั้งที่เครื่องฟ้องว่ายอดเงินไม่อนุมัติ ผมก็มักกระดากปากที่จะเอ่ยปากบอกลูกค้าตรงๆ ถึงแม้ลูกค้าจะเปิดกระเป๋าสตางค์ที่โชว์ช่องบัตรเรียงตั้งอย่างบรรจง ผมก็มักอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลานัดชำระ คนเหล่านี้จะมีสภาพกระจิตกระใจเช่นไรตามประสาคนอย่างผมที่ไม่มีให้ต้องกังวล</p>
<p>เรื่องวัฒนธรรมของการพกบัตรเครดิต ในแต่ละภูมิภาคต่างก็มีวิธีการคิดเห็นที่ต่างกัน อย่างในยุโรปตะวันออก การที่ชำระผ่านบัตรเครดิตถือเป็นเรื่องที่หน้าละอายสะท้อน ถึงการไร้วินัยทางการเงิน จึงมักเป็นทางเลือกฉุกเฉินในกรณีที่ไม่อาจชำระผ่านเงินสดได้ ผิดกับวัฒนธรรมของอเมริกาหรือเกาหลีใต้ ยิ่งแดนโสมโดยเฉลี่ย ต่อคนมีถึง๔ใบ ที่เป็นอย่างนี้เนื่องด้วยรัฐเปิดไฟเขียวด้านบัตรเครดิต เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของบุคคล จนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวถึงร้อยละ 6  แต่ก็ได้มาด้วยต้นทุนในระดับบุคคล และครัวเรือนที่สูงมาก เพราะจากปีก่อนถึงปีนี้ ครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 แม้แต่คนใกล้ตัวที่ผมรู้จักหลายคนในฐานะชนชั้นกลางปกคอขาว หลายคนดีหน่อยที่มีจดหมายเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสายทุกสิ้นเดือน หลายคนหนักหน่อยที่ต้องให้ผุ้อื่นปฏิเสธการไร้ตัวตนเนื่องด้วยผิดนัดชำระต่อเนื่อง หลายคนไม่น้อยที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงเพราะปัญหาการเงินส่วนตัว หลายคนต่อชีวิตทางการเงินด้วยการหมุนวนรูดบัตรเครดิต สินค้าที่ซื้อกลับลดมูลค่าลงแต่หนี้สินนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นและไม่สิ้นสุด (หากไม่ประนอมหนี้)</p>
<p>ขอบคุณบทความดีๆจาก Blog chanpanakrit2</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/credit-card-experience-1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อเท็จจริงของ บัตรเครดิต KTC</title>
		<link>http://thaicreditcash.com/ktc-credit-card-fact/</link>
		<comments>http://thaicreditcash.com/ktc-credit-card-fact/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jun 2008 20:00:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บัตรเครดิต (Credit Card)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicreditcash.com/ktc-credit-card-fact/</guid>
		<description><![CDATA[อันนี้เป็นข้อมูลของตัวบัตรเครดิต KTC ในทางการตลาด

จำนวนบัตรเครดิตที่ออกให้ลูกค้า ประมาณ 1.46 ล้านบัตร
กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ มีตั้งแต่ระดับกลางและล่างขึ้นไป รายได้เฉลี่ย 15,000 - 30,000 บาท
ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (คิดจากยอดของบัตรเครดิตที่ออกไปทั้งหมด) ใน 1 เดือน 6,700 บาท
ยอดเฉลี่ยเฉพาะกลุ่ม Titanium 11,000 บาท
บัตรยอดนิยม ท่องเที่ยว (Travel Credit Card) รถยนต์ (Auto Credit Card) และช้อปปิ้ง (Shopping Card type)

กลยุทธ์ตลาดของ บัตรเครดิต KTC

KTC ออกแบบบัตรเครดิตด้วยดีไซน์ทันสมัย รูปทรงแปลกใหม่ (เมื่อไม่นานมานี้บัตร KTC Mini และ Shape ต้องยกเลิกในเพราะไม่สามารถติด Smart Chip ได้) ลวดลายสะสมได้ เป็นบัตรเฉพาะกลุ่ม ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ 20 - 30 Segments
หาช่องว่างการตลาดใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อันนี้เป็นข้อมูลของตัวบัตรเครดิต KTC ในทางการตลาด</strong></p>
<ul>
<li>จำนวนบัตรเครดิตที่ออกให้ลูกค้า ประมาณ 1.46 ล้านบัตร</li>
<li>กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ มีตั้งแต่ระดับกลางและล่างขึ้นไป รายได้เฉลี่ย 15,000 - 30,000 บาท</li>
<li>ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (คิดจากยอดของบัตรเครดิตที่ออกไปทั้งหมด) ใน 1 เดือน 6,700 บาท</li>
<li>ยอดเฉลี่ยเฉพาะกลุ่ม Titanium 11,000 บาท</li>
<li>บัตรยอดนิยม ท่องเที่ยว (Travel Credit Card) รถยนต์ (Auto Credit Card) และช้อปปิ้ง (Shopping Card type)</li>
</ul>
<p><strong><span id="more-51"></span>กลยุทธ์ตลาดของ บัตรเครดิต KTC</strong></p>
<ul>
<li>KTC ออกแบบบัตรเครดิตด้วยดีไซน์ทันสมัย รูปทรงแปลกใหม่ (เมื่อไม่นานมานี้บัตร KTC Mini และ Shape ต้องยกเลิกในเพราะไม่สามารถติด Smart Chip ได้) ลวดลายสะสมได้ เป็นบัตรเฉพาะกลุ่ม ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ 20 - 30 Segments</li>
<li>หาช่องว่างการตลาดใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด เช่น การออกบัตร I Am เพื่อกลุ่ม Metrosexual บัตรดำน้ำ ฯลฯ พร้อมกับผูกติดกับงานแสดงสินค้าและลดราคา ที่มีการจับจ่ายเฉพาะกลุ่มแต่จำนวนการใช้สูง</li>
<li>โปรโมตเจาะกลุ่ม เช่น โฆษณาแบรนด์ด้วยรายการเกมโชว์ รวมทั้งไม่สะสมต้นทุนด้วยการทำกระเป๋า แค็ตตาล็อก</li>
<li>ลักษณะการใช้บัตร เป็น Everyday Card ใช้ได้ตามร้านค้าทั่วไป (เช่น ตั้งฮั้วเส็ง, Big C, คาร์ฟูร์) และต่างจังหวัด ไปจนถึงระดับไฮโซ</li>
<li>จุดชำระเงิน KTC TOUCH ที่ให้ความรู้สึกพิเศษเป็นบูติก นอกเหนือไปจากธนาคารและจุดชำระเงินทั่วไป</li>
</ul>
<p><strong>Promotion บัตรเครดิต KTC สิทธิประโยชน์ที่โดดเด่น</strong></p>
<ul>
<li>ยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ</li>
<li>ระบบสะสมแต้ม แต่ไม่มีแค็ตตาล็อก สามารถนำเป็นส่วนลดได้ทันที</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicreditcash.com/ktc-credit-card-fact/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
