บัตรเครดิต ทำไมต้อง “Wave” ภาค 1 (Blue Wave)

กลับหน้าหลัก | บัตรเครดิต (Credit Card)

บัตรเครดิต “Wave” กำลังมาแรงขณะนี้ เพราะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความฉับไว และความแรงยังมาจากการแข่งขันของ 2 แบงก์ยักษ์ใหญ่ที่รับกระแส Wave to Pay จนงัดกลยุทธ์ทางการตลาดมาแข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง

บัตรเครดิต pay waveWave to Pay บัตรเครดิตยุคไหม่

นี่คือบัตรเครดิตยุคใหม่ที่เชื่อกันว่าจะถูกใจคนรุ่นใหม่ เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 6 วินาทีในการจ่ายเงินเท่านั้น เร็วกว่ารูดปรื้ดเท่าตัว ซึ่งตามสถิติแล้วบัตรเครดิตแบบเดิมที่ใช้แถบแม่เหล็กและชิปการ์ดใช้เวลาประมาณ 15-20 วินาที และหากเป็นเงินสดใช้เวลาประมาณ 15 วินาที และ Wave to Pay ยังมีความปลอดภัยสูง ตรงที่เจ้าของบัตรจะถือบัตรจ่อกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง ขณะที่บัตรแบบเดิมจะมอบให้พนักงานไปชำระที่เคาน์เตอร์ ที่บางครั้งจะไกลหูไกลตาเจ้าของบัตร

บัตรเครดิตรุ่นใหม่นี้ โดยตัว Product ถือว่าสามารถสร้าง “ความแตกต่าง” จากสินค้าเดิมได้อย่างชัดเจน และโอกาสของทุกธนาคารผู้ให้บริการต่างมีเท่ากัน เพราะเทคโนโลยีนี้เริ่มมาจาก “วีซ่า” เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลกที่พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกธนาคาร หลังสร้างเครือข่าย Wave ผ่านแบรนด์ Pay Wave มานานกว่า 3 ปี

 

Pay Wave บัตรเครดิตเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการรวมเทคโนโลยี 3 ตัว ไว้ในบัตรใบเดียว ได้แก่

  1. เทคโนโลยีแถบแม่เหล็กเหมือนที่มีในบัตรเครดิตรุ่นแรก จะใช้ ต้องรูดเท่านั้น
  2. เทคโนโลยีของ Chipset ในบัตรรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการใส่ข้อมูลเพิ่มลงไปในชิปที่ทำให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น ต้องรูดและเสียบเมื่อใช้งาน และ
  3. เทคโนโลยีล่าสุด ที่เพิ่มเสาอากาศขนาดจิ๋วฝังไว้ภายในบัตรเพื่อรับส่งสัญญาณกับเครื่องชำระเงิน ที่ปฏิวัติการรูดและเสียบ ด้วยการโบก (Wave) ที่เครื่องรับสัญญาณแบบไม่ต้องสัมผัสเพียงครั้งเดียว

Blue Wave ของธนาคารกรุงเทพ 

First Mover ในเมืองไทยคือแบงก์กรุงเทพ โดยสร้างแบรนด์จากสีประจำของแบงก์คือ “สีน้ำเงิน” มาลงตัวที่คำว่า “บลูเวฟ” เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2008 หลังจากมีประสบการณ์ทำบัตรเดบิต “บีเฟิร์สท์” แบบ Wave to Pay สำหรับขึ้นรถไฟฟ้า จนมียอดลูกค้าถึง 1.5 แสนรายภายใน 1 ปี

“บลูเวฟ” เป็นการย้ำถึง Positioning ของแบงก์บัวหลวง ที่มักเป็นเจ้าแรกในด้านเทคโนโลยีด้านบัตร ตั้งแต่บัตรแถบแม่เหล็ก มาเป็นแบบชิปการ์ด มาจนถึงบลูเวฟ ที่มี Key Success คือสามารถเสนอบริการสร้างคุณค่าให้บัตรสามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย คือใช้เป็นบัตรขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสได้

“โชค ณ ระนอง” ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ บอกว่าเพียง 3 เดือนที่ “บลูเวฟ” เปิดให้บริการ มีลูกค้าแล้วประมาณ 2 หมื่นราย ถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีพอสมควร

จากการวิจัยความต้องการของลูกค้าของแบงก์กรุงเทพ พบว่า เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสมัคร “บลูเวฟ” เพราะเป็น “บัตร 2 in 1” คือเป็นทั้งกระเป๋าเงินสำหรับบัตรเครดิตซื้อสินค้าบริการได้ อีกกระเป๋าหนึ่งเป็นบัตรรถไฟฟ้า โดยพบว่า 70% ของลูกค้าที่ใช้บลูเวฟ เป็นคนรุ่นใหม่ ตอบสนองเทคโนโลยีใหม่ และอีก 30% เห็นความสะดวกในการใช้เป็นบัตรรถไฟฟ้า

เหตุผลการเลือกใช้ “บลูเวฟ” ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทำให้ผู้บริหารบัวหลวงมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดสมาชิกบัตรทั้งหมด 50,000 ราย สำหรับวิธีการหาสมาชิกบัตรนั้น แบงก์กรุงเทพยังคงใช้วิธีเดิมคือการเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าเงินฝากของธนาคารกรุงเทพอยู่แล้ว หลังจากใช้งบซื้อสื่อโฆษณา ทั้งทีวีซี และบิลบอร์ด เพื่อสร้างแบรนด์บลูเวฟ และทำให้ลูกค้าได้เรียนรู้บริการใหม่ โดยบอกรายละเอียดถึงประโยชน์ของบัตร

นี่คือวิธีการหาลูกค้าบัตรของแบงก์กรุงเทพ ซึ่ง “โชค” บอกว่าวิธีการนี้ทำให้ได้สมาชิกบัตรที่มีคุณภาพ

กลยุทธ์สำคัญยังอยู่ที่การเลือกร้านค้ารับบัตร เพราะหากมีบัตรแต่ไม่มีร้านค้ารับบัตร ก็ไม่มีความหมาย ซึ่งแบงก์กรุงเทพได้เลือกร้านค้าโดยวิจัยไลฟ์สไตล์ของลูกค้าว่านิยมใช้บริการอะไรบ้าง

ร้านค้าที่เหมาะกับ “บลูเวฟ” คือร้านที่มีลูกค้าหนาแน่นจนต้องเข้าคิว และจ่ายแต่ละครั้งไม่สูงมากนัก อยู่ในหลักไม่ถึง 100 ก็สามารถใช้บัตรได้ เช่น ฟาสต์ฟู้ด โรงหนัง ซึ่งนอกจากลูกค้าได้ความสะดวกแล้ว เจ้าของร้านเองก็พึงพอใจ เพราะทำให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น สรุปยอดซื้อขายในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำ และไม่มีปัญหาเรื่องเงินสูญหาย

สำหรับร้านที่อาจไม่เหมาะกับ Wave to Pay เช่นในห้างหรูที่ลูกค้าไม่ได้เร่งรีบ แต่มาเพื่อพักผ่อนเดินเล่น

ความสะดวกจากการจ่อบัตรและจ่ายนี้ ทำให้ขณะนี้มีจุดรับบัตร “บลูเวฟ” แล้ว 700 แห่ง และสิ้นปีจะมี 1,500 แห่ง

นี่คือผลของกระแส Wave ที่ทำให้แบงก์อื่นพร้อมลงสนามมาแข่งอีกจำนวนมาก แต่แบงก์กรุงเทพเองขณะนี้ยังมีจุดแข็งเหนือกว่าคู่แข่ง คือการได้สัญญาแบบ Exclusive กับรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สมาชิกบลูเวฟจำนวนหนึ่งตัดสินใจสมัครเพื่อให้ได้บัตรแบบ 2 in 1 หรือบลูเวฟที่มีทั้งกระเป๋าบัตรเครดิต กับกระเป๋าบัตรรถไฟฟ้า แม้จะมีความยุ่งยากอยู่บ้างที่ต้องเติมเงินลงกระเป๋ารถไฟฟ้าก่อน แต่โจทย์นี้บลูเวฟได้แก้เกมด้วยการให้ลูกค้าสามารถเติมเงินได้เองที่ตู้เอทีเอ็ม

บลูเวฟทำตลาดได้ประมาณ 3 เดือน ค่ายธนาคารกสิกรไทย หรือเคแบงก์ก็เปิดตัว “เค-เวฟ” Soft Lanch ตามมาติดๆ

อ่านต่อ ภาค 2

Posted เมื่อวันที่ August 23, 2008

Comments

ใส่ความคิดเห็น

กรอกแบบฟอร์มข้างล่างเพื่อทำการ Comment

Name

Email

Website

Comments